Recent Post

เทคโนโลยีวงการยานยนต์ ที่พัฒนาอย่างยาวนานอย่างรถไร้คนขับ จากอดีตตั้งแต่ยุค Google ทดสอบรถยนต์ไร้คนขับ จนมาถึงตอนนี้ก็ใกล้ที่จะได้เวลาที่คนทั่วไปจะได้ลองนั่งรถยนต์ไร้คนขับซะที โดยเฉพาะประเทศสิงคโปร์ ได้ออกสตาร์ททดลองการให้บริการแท็กซี่ไร้คนขับ (nuTonomy) มาให้บริการผู้โดยสารจริงแล้วเป็นประเทศแรกของโลก โดยช่วงนี้ทดลองนั่งโดยสารฟรีแบบไม่คิดบริการด้วย



แท็กซี่นี้พัฒนาโดยบริษัท nuTonomy นูโนโตมี ซึ่งเป็นบริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับรถยนต์ไร้คนขับตั้งแต่ปี 2013 โดยขณะนี้เปิดทดลองจัดเฉพาะผู้ที่ดาวน์โหลดแอปเรียกแท็กซี่ที่ได้รับเชิญจากบริษัทก่อน เรียกได้ว่าได้เฉพาะกลุ่มที่อยากทดลองใช้บริการจริงๆ โดยการทดสอบนี้ให้บริการในพื้นที่ 4 กม. ของย่าน  One North ทั้งนี้ขณะที่ผู้โดยสารทดลองนั่ง จะมีวิศวกรนั่งอยู่หลังพวงมาลัยเพื่อสังเกตระบบและการควบคุมรถกรณีเกิดเหตุจำเป็น

โดยรถที่ทดสอบเป็นรถ Renault Zoe  และ Mitsubishi i-MiEV ซึ่งเป็นรถพลังงานไฟฟ้า ทีมงานผู้พัฒนาได้ทดสอบแล้วตั้งแต่เดือนเมษายน 2016 ที่ผ่านมา ก่อนที่จะเริ่มทดลองกับผู้ใช้บริการชาวสิงคโปร์ในช่วงนี้


รถแท็กซี่ไร้คนขับ nuTonomy คาดหวังว่าจะได้รับการตอบรับจากผู้โดยสารที่ได้ทดลองใช้บริการ เพื่อปรับปรุงให้ดีขึ้น ตั้งเป้าในปี 2561 จะเปิดให้บริการแท็กซี่ไร้คนขับเต็มรูปแบบ ให้บริการเชิงพาณิชยถึง 100 คัน


 

ข้อมูลจาก nuTonomy , BGR

ชะตากรรมของ Mitsubishi Lancer ในตลาดโลกก็ถือว่าทรงตัวไปจนกว่าจะสิ้นอายุขัย
และยังไม่รู้เลยว่ามันจะยังมีชีวิตต่อไปหรือไม่มีชีวิต

ผู้เขียนก็ไม่รู้ล่ะว่าชื่อของ Mitsubishi Lancer ในตลาดโลกจะยังอยู่หรือไม่ แต่สำหรับ
ตลาดแล้วล่ะก็ขอยืนยันเลยว่ามันต้องมีชีวิตอยู่แน่นอน

คำตอบน่ะหรือ? ก็เจ้าคันสีดำที่เห็นในภาพไงล่ะ


มันคือ 2017 Mitsubishi Lancer สำหรับโฉมตลาดจีนที่พลิกโฉมจาก Lancer EX สุด
ดุสุดสปอร์ตในบ้านเรากลายมาเป็นรถยนต์ที่มีดีไซน์ทันสมัยขึ้นจากเค้าโครงตัวถังเดิม
ด้านหน้ามาพร้อมกับ Dynamic Shield Design งานออกแบบใหม่ล่าสุดที่เน้นความล้ำ
สมัยและซับซ้อนของกระจังหน้าทำให้มันดูสปอร์ตในอีกอารมณ์หนึ่ง ดูเผิน ๆ ก็เหมือนนำ
เอาด้านหน้าของ Outlander รุ่นปัจจุบันมาประยุกต์

แต่น่าแปลกที่งานนี้ทีมออกแบบกลับพยายามจะออกแบบให้ Lancer โฉมใหม่สำหรับ
ตลาดจีนดูเหลี่ยมสันเอามาก ๆ ถึงขั้นพยายามออกแบบเส้นตัวถังให้ดูมีสันแข็งมากยิ่งขึ้น


โครงสร้างบานประตูก็หยิบยกมาจาก Lancer EX รุ่นปัจจุบันแต่ขัดเกลากรอบกระจกประตู
หลังเล็กน้อย แต่ไฮไลต์สำคัญคือการออกแบบเส้นตวัดบนบานประตูที่ดูเด่นชัด พร้อมทั้ง
พยายามออกแบบโครงสร้างเสา C และบั้นท้ายที่ดูเพรียวขึ้น

สำหรับบั้นท้ายได้แรงบันดาลใจจาก Lancer Fortis โฉมไต้หวันแต่ดูเหมือนว่าจะถูก
ออกแบบได้ลงตัวกว่าเวอร์ชันไต้หวันเสียอีก



กำหนดการเปิดตัว 2017 Mitsubishi Lancer รุ่นใหม่สำหรับตลาดจีนเจอกันแน่ในปี
2017 ส่วนตลาดโลกคงหมดบุญที่จะได้ใช้หน้าตาแบบนี้

ที่มา : Autohome, headlightmag.com

Honda Civic เวอร์ชั่น 4 ประตู Sedan หลายท่านคงเห็นวิ่งกันในบ้านเราก็เยอะแล้ว
ลองปรับอารมณ์ ไปชม Honda Civic สำหรับตลาดโลกในรูปแบบตัวถังอื่นๆบ้าง
ซึ่งคันนี้เป็นภาพหลุดรถคันจริงครั้งแรกของ Civic Hatchback 5 ประตูที่ไม่มีการ
พรางใดๆทั้งสิ้น เผยให้เห็นงานออกแบบด้านท้ายที่มีการปรับแต่งจาก Civic Coupe’
Concept เล็กน้อย แต่แทบจะเหมือนกับ Hatchback Concept เกือบจะ 100%


งานออกแบบด้านหน้า ไม่น่าแตกต่างจาก Civic 2 และ 4 ประตู มากนัก แต่กันชนด้านหน้า
มีการออกแบบใหม่ เพิ่มพื้นที่แผงรังผึ้ง ซ้าย-ขวา ให้ดูใหญ่ และ ดุดันมากขึ้น ส่วนด้านท้าย
พบว่ามีการเปลี่ยนรายละเอียด จากตัวต้นแบบด้วยการย้ายปลายท่อไอเสียออกกลาง ไปเป็น
ท่อไอเสียออก 2 ฝั่งแทน สปอยเลอร์หลัง ดูคล้ายคลึงกับคันต้นแบบที่รับกับทรงไฟท้าย
แต่ไม่มีแถบไฟ LED ยาวตลอดแนว นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดของห้องโดยสารภายใน
จากคำบอกเล่าของ ของช่างภาพด้วยว่า มีการเปลี่ยนแปลงไปใช้วัสดุภายในที่ดูดีขึ้น



คำกล่าวนี้ สอดคล้องกับภาพแอบถ่ายภายในที่หลุดมาก่อนหน้านี้ เผยให้เห็นแดชบอร์ดกลาง
ทรงใหม่ พร้อมอุปกรณ์เพิ่มอย่างระบบอุ่นเบาะหลัง และ Blind Spot นอกจากนี้เบาะหลัง ยังมี
พนักพิงศีรษะให้มา 3 ชิ้น ส่วนเครื่องยนต์คาดว่าจะมีรุ่น 1.5 เทอร์โบ ให้เลือกเช่นเคย สำหรับ
กำหนดการเผยโฉมของ Honda Civic Hatchback ในตลาดโลกคาดว่าจะอยู่ภายในปลายปีนี้


ก่อนจะจากกัน เราขอทิ้งท้ายว่านี่อาจจะไม่ใช่ตัวถังสุดท้ายของ Honda Civic โฉมปัจจุบัน
เพราะทางผู้ผลิต ยังไม่ยอมปริปากว่าจะมี Civic Tourer หรือ รถแวนตามออกมาด้วยหรือไม่
ส่วนแฟนๆในประเทศไทยนั้นต้องติดตามข่าวให้ดี เพราะ Civic Hatchback จะไม่ได้ประกอบ
ที่โรงงาน Swindon ในประเทศอังกฤษเท่านั้น




แต่เท่าที่ตามข่าวดู มีความเป็นไปได้สูง ว่าน่าจะมีการขึ้นไลน์ประกอบ Civic Hatchback
ที่โรงงานใหม่ จ.ปราจีนบุรีด้วย เพื่อส่งออกไปยังตลาดออสเตรเลีย และ ประเทศอื่นๆ
ซึ่งข้อมูล ณ ตอนนี้ ยังไม่แน่ชัดว่า Civic Hatchback จะทำตลาดในไทยด้วยหรือไม่
ยังคงต้องรอติดตามกันต่อไป

ที่มา : autocar, caranddriver, headlightmag.com

ดูท่าตลาดรถพลังงานไฟฟ้าจะไม่หมูอีกต่อไป สำหรับ Tesla หลังจากที่มีรายงานว่า Mercedes-Benz
เตรียมเปิดตัวแบรนด์ใหม่ สำหรับยานพาหนะประเภทนี้โดยเฉพาะ เช่นเดียวกับที่ BMW แยก BMW i
ออกมาต่างหาก และ ข้อมูลยังระบุด้วยว่าค่ายสามแฉกจะมีผลิตภัณฑ์ให้เลือกถึง 4 รุ่น ครบครันทั้ง
รถเก๋ง และ SUV


แหล่งข่าวไม่ประสงค์ออกนามระบุว่า Mercedes-Benz ยังไม่ได้คิดว่าจะใช้ชื่ออะไร ไว้เรียกแบรนด์
ใหม่นี้ แต่แผนคร่าวๆ มีอยู่ว่า EV จากแบรนด์นี้ จะแบ่งออกเป็นรถเก๋งและ SUV อย่างละ 2 รุ่น ซึ่ง
มีโอกาสว่ารถเก๋งจะเป็นรุ่นสมรรถนะสูง ส่วน SUV สามารถวิ่งได้ไกลเป็นระยะทางสูงสุด 500 km.
ต่อการชาร์จไฟ 1 ครั้ง รถพลังงานไฟฟ้าเหล่านี้ จะถูกผลิตที่โรงงานใน Bremen ของประเทศ
เยอรมัน ซึ่งเป็นโรงงานผลิต Mercedes-Benz GLC ที่สามารถชาร์จไฟบ้าน หรือใช้พลังงาน
ไฮโดรเจนก็ได้


สำหรับราคาของ EV นิรนามในตัวถัง SUV คาดว่าจะอยู่ในระดับ 200,000 ดอลล่าร์สหรัฐฯ หรือ
ราว 6,990,000 บาท และ ทั้งหมดนี้สอดคล้องกับคำให้สัมภาษณ์จาก CEO จาก Daimler อย่าง
Dieter Zetsche ที่ระบุว่าจะมีการเผยโฉมรถพลังงานฟ้าใน Paris Motor Show ที่จะจัดขึ้นใน
เดือนตุลาคมนี้ ในเมื่อข้อมูลแน่นขนาดนี้ แฟนดาวสามแฉกอดใจรอชมแบรนด์ใหม่ได้เลย


ที่มา : autoblog, carscoops, headlightmag.com

GM ถือเป็นรถบริษัทที่มุ่งการพัฒนารถไฟฟ้าไม่แตกต่างจาก Nissan Motor แต่สิ่ง
ที่ต่างคือ GM รีบปรับปรุงไลน์สินค้ารถไฟฟ้าของตนให้เป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภคก่อน
ที่จะสายจนเกินไป ดังจะเห็นได้จาก Chevrolet Volt โฉมใหม่ที่มีดีไซน์โฉบเฉี่ยวและ
ดูเป็นรถยนต์นั่งทั่วไปมากขึ้น จนทำให้ Volt ขายดีขึ้นกว่าเดิมจริง ๆ

และล่าสุด Chevrolet Bolt รถไฟฟ้า 100% ขนาดซับคอมแพคท์ที่สามารถสร้าง
ความแตกต่างจาก Chevrolet Sonic และ Opel Corsa อย่างชัดเจน


ผู้กุมชะตางานออกแบบเจ้า Chevrolet Bolt รถไฟฟ้าคันน้อยนี้คือสตูดิโอ GM เกาหลี
ใต้ซึ่งได้รับมอบหมายงานนี้ตั้งแต่ปี 2012 ด้วยเหตุผลคือมันเป็นรถยนต์ขนาดเล็กที่มี
ความละเอียดซับซ้อนในแบบรถขนาดใหญ่ เชื่อว่า GM เกาหลีใต้ย่อมต้องเชี่ยวชาญ
ในการพัฒนารถขนาดเล็กกว่า GM ภูมิภาคอื่นจึงได้รับงานชิ้นท้าทายนี้ไป

Stuart Norris หัวหน้าดีไซน์ประจำโปรเจคท์ Chevrolet Bolt เปิดเผยว่า เขาได้ฉีก
แนวรถไฟฟ้าจากเดิมออกไปให้หมดเพราะ Bolt EV คือรถไฟฟ้าที่ต้องการสร้างยอด
ขายอย่างจริงจัง ดังนั้นดีไซน์จะต้องเร้าใจและโดดเด่น โดยไม่จำเป็นต้องดูเป็นรถทดลอง
โครงงานวิทยาศาสตร์มากขนานั้น การออกแบบรถไฟฟ้าคันนี้จึงต้องออกแบบให้ดึงดูด
ลูกค้าในวงกว้างมากที่สุด


โดยปกติแล้ว การออกแบบรถยนต์ของ GM มักใช้ทีมงานออกแบบตัวถังภายนอก
และภายในแยกต่างหาก แต่สำหรับ Chevrolet Bolt รถไฟฟ้าเล็กที่มีการเดิมพันสูง
จะต้องสร้างทีมงานพิเศษเพื่อดีไซน์ตัวถังภายนอกและภายในห้องโดยสารรวดเดียวจบ

GM ได้วางตำแหน่ง Chevrolet Bolt ให้เป็นรถเล็กที่ทำลายกฎเกณฑ์เดิม ๆ ทิ้งไปซึ่ง
Norris ชี้แจงว่ามันมีภายในห้องโดยสารคุณภาพตามแบบฉบับ C-Segment ภายใต้
บนพื้นตัวถัง B-Platform

ความท้าทายแรกคือการพยายามเพิ่มประสิทธิระบบขับเคลื่อนสำหรับรถไฟฟ้าภายใต้
ตัวถังแบบแฮทช์แบคกะทัดรัด พร้อมทั้งพยายามปรับปรุงแก้ไขรายละเอียดแบบนิ้วต่อนิ้ว
กันเลยทีเดียว


การออกแบบตัวรถก็คำนึงถึงหลักอากาศพลศาสตร์เพราะประโคมทั้งสปอยเลอร์และ
การออกแบบฝากระโปรงคล้ายรูปปีก นอกจากนี้ยังมีปกปิดใต้ท้องตัวถัง, กระจังหน้า
เปิด-ปิด อัตโนมัติ รวมไปถึงปรับปรุงรายละเอียดเสา A และตำแหน่งกระจกมองข้าง

Chevrolet Bolt ถูกออกแบบให้บรรยากาศปลอดโปร่งอย่างแท้จริงด้วยการขยายเนื้อที่
บานกระจกหน้าให้ใหญ่ขึ้นพร้อมกับลดตำแหน่งขอบกระจกลงเพื่อเพิ่มเนื้อที่บานกระจก
รอบคัน, ปรับพื้นห้องโดยสารให้เรียบและวางล้อชิดมุมสุด, แผงแดชบอร์ดแยกส่วนจาก
คอนโซลกลาง

แพ๊คเกจมอเตอร์ไฟฟ้าขนาดกะทัดรัดที่ควบรวมระบบปรับอากาศอุ่น/เย็นถูกติดตั้ง
ร่นไปข้างหน้าก็ยิ่งช่วยเพิ่มเนื้อที่ห้องโดยสารมากขึ้น นอกจากนี้ GM ยังมีการพัฒนา
เบาะนั่งให้ลดความหนาลงอีก 25 มิลลิเมตรที่ทำให้ผู้โดยสารรู้สึกว่ากว้างขวางเข้าไปอีก


ตำแหน่งการติดตั้งเบาะนั่งก็จะแปลก ๆ นิดหน่อยคือจะติดเบาะนั่งใกล้กับที่ท้าวแขน
กลางมากกว่าใกล้แผงข้างประตู สาเหตุส่วนหนึ่งเพื่อหลีกทางให้ถุงลมนิรภัยด้านข้าง
และยังออกแบบตัวเบาะไม่ให้โอบล้อมลำตัวจนดูอึดอัดเกินไป
การออกแบบฝากระโปรงท้ายก็เป็นจุดที่ GM ใส่ใน โปรดสังเกตว่าทีมออกแบบติดตั้ง
ไฟท้ายบนบานฝากระโปรงท้าย แทนที่จะติดตั้งชุดไฟท้ายฝังลงในส่วนตัวถังรถซึ่ง GM
ให้เหตุผลว่ามันจะช่วยเพิ่มพื้นที่ห้องสัมภาระมากขึ้น
ระยะทางวิ่งที่ยาวไกลต่อการชาร์จประจุไฟ 1 ครั้งก็เป็นโจทย์สำคัญที่ทำให้ GM ต้องระวัง
ทีมงานจึงออกแบบให้ฝากระโปรงหน้า/ท้ายและบานประตูให้ใช้ชิ้นส่วนอลูมิเนียมแทน
หลายคนอาจมองว่า Chevrolet Bolt คือรถเล็กในรูปแบบเดิม ๆ แต่หากได้สัมผัสและ
ลองเจาะลึกกับมันก็จะรู้ว่ามันเป็นรถไฟฟ้าที่มีคุณลักษณะพิเศษกว่ารถสันดาปทั่วไป

ที่มา : Automotive News 


พลังงานไฮโดรเจน แรงขับเคลื่อนใหม่ที่ใช้แทนน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ การค้นพบวิธีที่จะทำให้เติมไฮโดรเจนเหลวเข้าไปในถังน้ำมันได้โดยตรง โครงการวิจัยใช้เวลาถึง 4 ปีในห้องปฏิบัติการมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด เรียกว่า “น้ำมันไฮโดรเจน” อยู่ในรูปของเกลือ “ไฮไดรด์” กับโมเลกุลเชิงซ้อนจำเพาะที่ทำหน้าที่เหมือนเป็นแคปซูลกักไฮโดรเจนไว้นำไป ใช้สันดาปได้ทันทีในเครื่องยนต์ ทั้งยังช่วยปกป้องไฮโดรเจนจากอากาศขณะยังไม่ผ่านเข้าเครื่องยนต์ ส่งผลให้ไม่มีคุณสมบัติติดไฟ โดยใช้กรรมวิธีผลิตพิเศษ เรียกว่า “อิเล็กโตรสปินนิ่งแบบร่วมแกน” ซึ่งบังคับให้โมเลกุลเกลือไฮไดรด์ถูกผลักให้เข้าไปอยู่ตามรูของแคปซูลโพลิ เมอร์จำเพาะเกิดเป็นโมเลกุลเชิงซ้อน มีสถานะเป็นของเหลวที่อุณหภูมิห้อง (25 องศาเซลเซียส) ราคาราว 1.5 ดอลลาร์ต่อแกลลอน หรือราว 10 บาทต่อลิตร

คุณสมบัติสำคัญของระบบเซลล์เชื้อเพลิงของโตโยต้า (TFCS)
ชื่อ……………………………….เซลส์เชื้อเพลิงโตโยต้า (Toyota FC Stack)
ประเภท ……………………….เซลส์เชื้อเพลิงโพรลิเมอร์อิเล็กทรอไลต์
ความหนาแน่นต่อปริมาตร…..31 กิโลวัตต์ต่อลิตร
กำลังสูงสุด…………………………114 กิโลวัตต์ 155 แรงม้า
ระบบทำความชื้น…………………แบบระบบหมุนเวียนภายใน humidifier – less
จำนวนถัง……………………………2 ถัง
ถังไฮโดรเจนความดันสูง
แรงดัน………………………………70 เมกะปาสคาล 700 บาร์
ความหนาแน่นขแงถังเชื้อเพลิง…..5.7wt%
ปริมาตรภายในถัง ………………..122.4 ลิตร ถังหน้า 60.0 ลิตร ถังหลัง 62.4 ลิตร
มอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อน
ประเภท…………………………………มอเตอร์ซิงโครนัสแบบกระแสไฟฟ้าสลับ
กำลังไฟสูงสุด………………………..113 กิโลวัตต์ 154 แรงม้า
แรงบิดสูงสุด…………………………..335 นิวตันเมตร 34.2 กิโลกรัมเมตร
แบตเตอรี่………………………………นิกเกิ้ลเมทัลไฮรไดรต์
มิติตัวถัง
กว้าง…………………………………..1,815 มิลลิเมตร
ยาว…………………………………….4,890 มิลลิเมตร
สูง……………………………………….1,535 มิลลิเมตร
ระยะฐานล้อ…………………………..2,780 มิลลิเมตร
ระยะห่างฐานล้อ…………………….หน้า 1,535 มิลลิเมตร หลัง 1,545 มิลลิเมตร
ความสูงจากพื้นถึงใต้ท้อง……….1,30 มิลลิเมตร
ความยาวห้องโดยสาร…………….2,040 มิลลิเมตร
ความกว้างห้องโดยสาร…………..1,465 มิลลิเมตร
ความสูงห้องโดยสาร………………1,185 มิลลิเมตร
น้ำหนักตัวรถ…………………………1,850 มิลลิเมตร
จำนวนผู้โดยสาร…………………….4



นิตยสาร บลูมเบิร์ก บิซิเนสวีค ฉบับปลายเดือนธันวาคมได้นำภาพ อากิโอะ โตโยดะ ประธานโตโยต้ามอเตอร์ ขึ้นปกเป็นสกู๊ปให้โพสท่าเป็นตุ๊กตาแฮปปี้ยิ้มแย้มแจ่มใส พร้อมข้อความว่า “ความฝันของอากิโอะ โตโยดะ รถยนต์ในอาณาจักรของเขา จะไม่มีการใช้นํ้ามันอีกต่อไป” ฝันดีของโตโยต้า แต่เป็นฝันร้ายของกลุ่มโอเปกเลยทีเดียว 13 ม.ค.58 โตโยต้า (Toyota) ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ระดับโลก เปิดตัวรถยนต์ซีดานพลังงานทางเลือกที่ยังไม่มีใครริเริ่มอย่างจริงจังกับ พลังงานเซลล์เชื้อเพลิง โดยรถรุ่นดังกล่าวมีชื่อว่า “โตโยต้า มิราอิ” (Toyota Mirai) ซึ่งเป็นการเผยชื่อ รูปโฉม และสมรรถนะของรุ่นจำหน่ายจริงเป็นครั้งแรก คำว่า มิราอิ ในภาษาญี่ปุ่นแปลว่าอนาคต สื่อถึงอนาคต โดยดีไซน์ของมันพัฒนามาจากรถต้นแบบ โตโยต้า เอฟซีวี (Toyota FCV) ด้านหน้าของมันสะดุดตาด้วยไฟหน้าดวงเล็กยาว พร้อมกรอบสามเหลี่ยมคว่ำด้านข้างและกระจังหน้าสี่เหลี่ยมคางหมู เส้นสายด้านข้างเน้นความปราดเปรียว ซุ้มล้อด้านหลังยื่นออกเพื่อรีดอากาศได้ดี ด้านหลังมาพร้อมไฟท้ายรูปสามเหลี่ยมคว่ำ พร้อมกับเส้นไฟสีแดงยาวตลอดแนว โตโยต้ายังไม่ได้เปิดเผยตัวเลขด้านสมรรถนะของมันมากนัก เพียงแต่เผยว่ามันสามารถวิ่งได้เป็นระยะทางมากถึง 483 กิโลเมตร ต่อการเติมพลังงานไฮโดรเจนครั้งหนึ่ง ส่วนขั้นตอนการเติมไฮโดรเจนนั้นก็ไม่ได้ยาวนานอย่างที่คิด โดยใช้เวลาไม่เกิน 5 นาทีต่อครั้ง ซึ่งทำให้ใช้งานได้สะดวกไม่ต่างจากการเติมน้ำมันเลย



Toyota Mirai FCV ใช้ระบบฟิวเซลในการสร้างพลังงานขับเคลื่อน โดยการนำเอาออกซิเจนไปผสมกับไฮโดรเจนสำหรับสร้างกระแสไฟ เพื่อใช้ขับเคลื่อนมอเตอร์ไฟฟ้าให้รถเคลื่อนที่

ด้านสมรรถนะก็ไม่แพ้น้ำมัน เพราะ Mirai สามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาราว 9 วินาที ขณะที่ระบบฟิวเซลสามารถผลิตกำลังสูงสุดได้ 155 แรงม้า (PS) รวมถึงสามารถสตาร์ทเครื่องยนต์ได้แม้อุณหภูมิหนาวเหน็บระดับ -22 องศาเซลเซียส



เครื่องยนต์ไฮโดรเจน พลังงานเซลล์เชื้อเพลิง วิ่งได้เป็นระยะทางมากถึง 483 กิโลเมตร ต่อการเติมพลังงานไฮโดรเจนครั้งหนึ่ง นอกจากการพัฒนารถยนต์แล้ว โตโยต้ายังได้ร่วมมือกับบริษัทพลังงานทั้งหลาย เพื่อพัฒนาโครงสร้างการใช้พลังงานไฮโดรเจน โดยเริ่มจากการลงทุนตั้งสถานีจ่ายไฮโดรเจนให้มากที่สุด ซึ่งเริ่มที่จำนวน 12 แห่ง ในสหรัฐฯ จากความร่วมมือของบริษัทพลังงานในสหรัฐฯ แม้ว่าจะยังไม่มีการเปิดเผยราคาอย่างเป็นทางการในขณะนี้ แต่ก็คาดว่า โตโยต้า มิราอิ จะมีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 7 ล้านเยน (ประมาณ 1.9 ล้านบาท) ส่วนการส่งมอบคาดว่าจะมีขึ้นในช่วงเดือน เม.ย.นี้






ขอบคุณเนื้อหาจาก : khaojing


 Audi H-Tron Quattro Concept

Audi เดินหน้าพัฒนารถยนต์ขับเคลื่อนด้วยเชื้อเพลิงไฮโดรเจน ร่วมกับบริษัท บัลลาด พาวเวอร์ ซิสเต็ม ซึ่งเป็นบริษัทที่พัฒนาระบบพลังงานเซลล์เชื้อเพลิงจากประเทศแคนนาดา แล้วหลังจากนั้นก็เงียบหายไปเนื่องจากต้องการผลักดันรถยนต์ไฟฟ้า-ระบบขับขี่อัตโนมัติแถมมีคิวเปิดตัวรถใหม่เพียบ

เป็นตัวรถที่พัฒนาต่อยอดจาก Audi Quattro e-Tron Concept แต่มีการปรับปรุงรายละเอียดเล็กน้อย

 ทว่าล่าสุด Carscoops.com ได้เผยว่าทางออดี้ได้เผยโฉม Audi H-Tron Quattro Concept อย่างเงียบๆ กลางโชว์รูมสำนักงานใหญ่ของ Audi ที่เมือง Neckarsulm ประเทศเยอรมัน ซึ่งรถต้นแบบนี้ระบุว่าเป็นรถเอสยูวีที่ขับเคลื่อนด้วยก๊าซไฮโดรเจน และแนวทางการพัฒนารูปลักษณ์กับเทคโนโลยีสำหรับรถยนต์ประเภทนี้ในอนาคต

รูปทรงที่ดูเรียบๆ แต่แฝงไปด้วยความทันสมัย

 รถต้นแบบรุ่นนี้ได้รับการปรับปรุงตัวถังจาก Audi Quattro e-Tron Concept รถเอสยูวีขับเคลื่อนไฟฟ้ารุ่นต้นแบบนอกจากจะบรรจุระบบขับเคลื่อนแล้ว ยังได้รับการปรับปรุงรายละเอียดเล็กน้อย อาทิ ลายล้ออัลลอย, สปอยเลอร์, ฝากระโปรงหน้า

ท้ายรถ Audi H-Tron Quattro Concept

จากแหล่งข่าวเดียวกัน Audi H-Tron Quattro Concept สามารถวิ่งได้ไกลถึง 600 กิโลเมตรต่อการใช้เชื้อเพลิง 1 ถัง , เติมก๊าซไฮโดรเจนให้เต็มถังได้ภายในระยะเวลาเพียง 4 นาที, ให้อัตราเร่งจาก 100 กม./ชม. เพียง 7 วินาที พร้อมกับบรรจุเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติที่สามารถทำงานด้วยความเร็วสูงสุดที่ 60 กม./ชม. ในส่วนของเทคโนโลยีอื่นๆ จะมีทั้งไฟหน้าเลเซอร์และ OLED, ระบบปรับระดับโช๊คอัพ ที่สามารถลดความสูงจากพื้นได้ถึง 30 มม. หรือ 1.2 นิ้ว, ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ และอื่นๆ

ไฟหน้าเลเซอร์และ OLED

 Audi H-Tron Quattro Concept ได้เปิดตัวให้พนักงาน, ผู้มาติดต่องานและลูกค้าได้ชมกันก่อนในระยะเวลาสั้นๆ ก่อนที่จะเอากลับไปทำการพัฒนาให้สมบูรณ์เพื่อเตรียมเผยโฉมจริงในเร็วๆ นี้

Audi H-Tron Quattro Concept


ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก carscoops.com

All-new Honda Civic ยนตกรรมที่เปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิ ด้วยดีไซน์ภายนอกแบบสปอร์ต ผสานกับความรู้สึกพรีเมียมยิ่งกว่าที่เคย รวมไปถึงการตกแต่งภายในที่ให้สัมผัส และความรู้สึกที่เกินคลาส ในเจนเนอเรชั่นนี้ นับครั้งแรกกับ 2 ขุมพลัง ที่ถูกแบ่งความเป็นตัวคุณ ตอบโจทย์ทุกความต้องการได้อย่างชัดเจน ด้วยเครื่องยนต์ 1.8 ลิตร และ 1.5 ลิตร VTEC Turbo




สำหรับภายนอกของ All-new Honda Civic ในรุ่นเครื่องยนต์ 1.8 ลิตร และในรุ่น RS ที่มาพร้อมขุมพลัง 1.5 ลิตร VTEC Turbo มีความแตกต่างกันอยากเห็นได้ชัด แม้ตัวถังจะเป็นตัวเดียวกันก็ตาม เพื่อแบ่งแยกสไตล์ และบ่งบอกความเป็นตัวคุณได้อย่างมีเอกลักษณ์ โดยสิ่งที่เห็นเด่นชัดที่สุดก็คือ ส่วนของไฟหน้า ซึ่งในรุ่น 1.8 ลิตร จะมาพร้อมกับไฟหน้าโปรเจคเตอร์ดีไซน์สปอร์ต พร้อมไฟส่องสว่างเวลากลางวัน (Daytime Running Light) แบบ LED ส่วนในรุ่น RS 1.5 ลิตร VTEC Turbo จะเป็นไฟหน้าแบบ LED ทั้งระบบ ที่ออกแบบให้ดูโฉบเฉี่ยว และเพิ่มลุคความเป็นสปอร์ตพรีเมี่ยมขึ้นไปอีกขั้น



โฉมหน้า All-new Honda Civic 1.8 ลิตร

ในส่วนของกระจังหน้าออกแบบให้ดูแตกต่างด้วยการรมดำให้กับรุ่น RS 1.5 ลิตร VTEC Turbo เพิ่มความดุดันในแบบสปอร์ต อีกหนึ่งสิ่งที่ถูกปรับเปลี่ยนของ 2 รุ่นนี้ ก็คือ ล้ออัลลอยดีไซน์เรียบหรูขนาด 16 นิ้ว ของรุ่น 1.8 ลิตร กับล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตขนาด 17 นิ้ว ในรุ่น RS 1.5 ลิตร VTEC Turbo ปิดท้ายด้วยการเพิ่มแรงกดด้านท้ายในสไตล์รถสปอร์ตหรู เพื่อสมรรถนะการทรงตัวที่ดียิ่งขึ้นของรุ่น RS 1.5 ลิตร VTEC Turbo ที่มาพร้อมกับสปอยเลอร์หลังแบบ Wing พร้อมไฟเบรก LED ดวงที่ 3 ในตัว และปลายท่อไอเสียแบบคู่ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์ที่ถูกเพิ่มเติมให้ในรุ่น RS 1.5 ลิตร VTEC Turbo


รูปลักษณ์ด้านหน้าของ All-new Honda Civic RS 1.5 ลิตร VTEC Turbo

ส่วนสำคัญที่ทำให้ 2 รุ่นนี้ มีความแตกต่างอย่างชัดเจน นั่นก็คือ เรื่องของขุมพลัง โดยทาง Honda ได้เอาใจใส่ และเล็งเห็นถึงความสำคัญในความต้องการของผู้ใช้รถที่แตกต่างกันออกไป จึงเป็นที่มาของขุมพลัง 2 รุ่นดังกล่าว

ด้านท้ายแบบสปอร์ตของ All-new Honda Civic RS 1.5 VTEC Turbo

โดยหากใครที่ชื่นชอบความสมูท ผสานกับการขับขี่ที่นุ่มนวล และประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง คงต้องยกให้เป็นหน้าที่ของเครื่องยนต์ 1.8 ลิตร 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว i-VTEC ขนาด 1,799 ซีซี. ที่ถูกพัฒนาภายใต้คอนเซปต์ Earth Dreams Technology มาพร้อมกับระบบจ่ายน้ำมันด้วยหัวฉีดมัลติพอยท์ PGM-FI ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์ CVT ที่ให้กำลังสูงสุด 141 แรงม้า ที่ 6,500 รอบ/นาที และมีแรงบิดสูงสุดที่ 174 นิวตัน-เมตร ที่ 4,300 รอบ/นาที ซึ่งสำหรับขุมพลัง 1.8 ลิตร ยังรองรับน้ำมันเชื้อเพลิง E85 อีกด้วย

เครื่องยนต์ 1.8 ลิตร พัฒนาภายใต้คอนเซปต์ Earth Dreams Technology ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์ CVT

ส่วนใครที่ชื่นชอบอารมณ์การขับขี่ที่สปอร์ตแบบเต็มขั้น พร้อมทั้งต้องการได้สัมผัสถึงความแรงแบบเต็มพิกัด คงต้องยกให้เป็นหน้าที่ของ All-new Honda Civic 1.5 RS ที่มาพร้อมกับเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร VTEC Turbo 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี Direct Injection ฉีดจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าสู่ห้องเผาไหม้โดยตรง พร้อมการออกแบบท่อไอดีแบบตรง และ Turbocharger ที่ช่วยอัดอากาศเข้าสู่ห้องเผาไหม้ได้อย่างรวดเร็วและรุนแรงมากขึ้น ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้และให้สมรรถนะการขับขี่เทียบเท่าเครื่องยนต์ขนาด 2.4 ลิตร โดยให้พละกำลังสูงสุด 173 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ/นาที และมีแรงบิดที่สูงถึง 220 นิวตัน-เมตร ที่ 1,700-5,500 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์ CVT พร้อมระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย Paddle Shift

ขุมพลัง 1.5 ลิตร VTEC Turbo ใน All-new Honda Civic RS





ด้านท้ายของ All-new Honda Civic 1.8

ทั้งนี้ในส่วนของการตกแต่งภายใน ก็มีส่วนที่แตกต่างกันเล็กน้อย เริ่มจากเบาะผ้าในรุ่น 1.8 ลิตร ส่วนในรุ่น RS 1.5 ลิตร VTEC Turbo จะเป็นเบาะหนังแท้และหนังสังเคราะห์ ที่มาพร้อมเบาะผู้โดยสารด้านหน้าปรับไฟฟ้า 4 ทิศทาง ตามมาด้วยระบบปรับอากาศแบบปรับอุณหภูมิแยกอิสระซ้าย/ขวา ที่มีเฉพาะในรุ่น RS 1.5 ลิตร VTEC Turbo อีกทั้งยังมาพร้อมกระจกมองหลังแบบปรับลดแสงอัตโนมัติ และแป้นเหยียบคันเร่งและเบรกแบบสปอร์ต ปิดท้ายด้วยระบบปัดน้ำฝนอัตโนมัติ (Rain Sensor) ที่มีให้ครบครันในรุ่น RS 1.5 ลิตร VTEC Turbo

ฮอนด้า ซีวิค ใหม่ มีให้เลือกทั้งหมด 4 รุ่น พร้อมราคาดังนี้

รุ่น TURBO RS            ราคา 1,199,000 บาท

รุ่น TURBO                 ราคา 1,099,000 บาท

รุ่น 1.8 EL                  ราคา    959,000 บาท

รุ่น 1.8 E                    ราคา    869,000 บาท

Motor 1 เผยภาพตัดต่อของว่าที่ All-New Nissan March เพื่อให้แฟนๆ ได้ชมโฉม รและรอลุ้นว่าเมื่อเปิดตัวแล้ว รูปแบบจะต่างจากที่คาดการณ์มากน้อยแค่ไหน





โดยในแหล่งข่างต่างประเทศได้เผยว่า ภาพแรนเดอร์นี้ได้รับการออกแบบจากหน้าตาคร่าวๆ ของรถที่วิ่งทดสอบที่จับภาพได้พร้อมกับการนำแนวคิดของ Nissan Sway Concept มาผสมกัน ซึ่งรูปที่เผยออกมานั้น ได้แสดงให้เห็นถึงตัวถังรถที่ขยายใหญ่ขึ้น พร้อมกับการออกแบบตัวรถให้มีความปราดเปรียวมากกว่าเดิม แต่ไม่ลืมที่จะใส่เอกลักษณ์สำคัญอย่างกระจังหน้า V-Motion สะดุดตายิ่งขึ้นด้วยไฟหน้าโปรเจคเตอร์และ LED ที่ดีไซน์โฉบเฉี่ยวกว่าเดิม

Mr. Trevor Mann ประธานเจ้าหน้าที่ Nissan ได้เคยกล่าวไว้เมื่อปีที่แล้วว่า Nissan March เจเนอเรชั่นใหม่จะมีพื้นที่ห้องโดยสารที่กว้างขึ้น พร้อมใช้วัสดุที่มีคุณภาพมากกว่าเดิม และบรรจุระบบอินโฟเทนเมนต์ใหม่ร่วมด้วย ด้านระบบขับเคลื่อนนั้นมีการคาดการณ์ว่าบรรจุเครื่องยนต์ 3 สูบ และ 4 สูบ เทอร์โบ พร้อมระบบเกียร์อัตโนมัติเป็นระบบส่งกำลังหลัก

ทั้งนี้ Nissan March เจเนอเรชั่นล่าสุด จะเผยโฉมอย่างเป็นทางการที่กรุงปารีส ในปีนี้ พร้อมกับมีแผนเดินสายการผลิตที่โรงงาน Renault ในปารีสอีกด้วย

เครดิตข้อมูลและภาพประกอบจาก worldcarfans.com และ Motor 1


Nissan เผยโฉม All New Nissan March 2017 รถ Eco Car ที่มาพร้อมรูปลักษณ์ และดีไซน์ใหม่ที่ให้อารมณ์แบบสปอร์ตพรีเมี่ยมที่มากขึ้น คาดว่าจะมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการที่งาน Paris Motor Show 2016 ในช่วงเดือนตุลาคมนี้




Nissan Sway Concept

          สำหรับ All New Nissan March 2017 ถูกสร้างขึ้นจากพื้นฐานรถยนต์แนวคิด "Nissan Sway Concept" ของ Nissan ในปี 2015 ที่ได้ไปจอดโชว์ตัวในงาน Geneva Motor Show ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีภาพหลุดขณะกำลังวิ่งทดสอบแบบพลางตัวของ All New Nissan March 2017 หรือ Nissan Micra 2017 (ในตลาดยุโรป) ออกมาเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาจากเว็บไซต์ autoevolution.com  และล่าสุดเว็บไซต์ OmniAuto.it ได้ปล่อยภาพเรนเดอร์ของ All New Nissan March 2017 ออกมาเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งได้รับการปรับโฉมใหม่ ให้มีความเป็น Eco Car ที่ให้อารมณ์แบบสปอร์ตพรีเมี่ยมมากขึ้น

          สำหรับขุมพลังของเจ้า All New Nissan March 2017 สื่อต่างประเทศได้คาดการณ์ว่า All New Nissan March 2017 จะใช้เครื่องยนต์ขนาดความจุระหว่าง 900-1,600 cc. ซึ่งอาจจะมีทั้งเครื่องยนต์ดีเซล และเครื่องยนต์เบนซินให้เลือกใช้งาน ส่วนเรื่องของราคาจำหน่ายคงต้องรอติดตามจากการเปิดตัวอย่างเป็นทางการที่งาน Paris Motor Show 2016 ที่กำลังจะมีขึ้นในช่วงเดือนตุลาคมนี้

แหล่งข้อมูล: OmniAuto.it, autoevolution.com